การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพประมง
การประมงเป็นอาชีพหลักที่สำคัญทางเศรษฐกิจสาขาหนึ่งของประเทศไทย
มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีกิจกรรมทางด้านการประมงที่โดดเด่น
โดยเฉพาะทางภาคใต้ ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออกของประเทศ
มีแนวชายฝั่งทะเลรวมทั้งประเทศยาวถึง 3,534
กิโลเมตรจึงมีการทำการประมงทะเลอย่างกว้างขวาง
คำว่า
“การประมง”
มีความหมายแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า “งานหรือการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้ำ
ซึ่งประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมง” ส่วนในพระราชบัญญัติการประมง
พ.ศ. 2490 มาตรา 4 วรรค 2 ให้ความหมายของคำว่า “ทำการประมง”
หมายความว่า “จับ ดัก ล่อ ทำอันตราย ฆ่า หรือ
เก็บ สัตว์น้ำ
ในที่จับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือทำการประมงหรือด้วยวิธีการใด” ผลของการประมงนี้มีเจตนาประสงค์ให้ได้มาซึ่งสัตว์น้ำนั่นเอง
ดังนั้นการประมงตามความหมายในรายวิชานี้ จึงหมายรวมได้ถึงการจับสัตว์น้ำทั้งน้ำจืด
น้ำกร่อย น้ำเค็ม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ผลผลิตสัตว์น้ำและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดถึงธุรกิจที่
เกี่ยวเนื่องกับการประมงและสภาพสังคมที่เกี่ยวข้อง
มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย
ความสำคัญของการประมง
ประเทศไทยมีผลผลิตทางการประมงติดอันดับต้นของประเทศที่มีผลผลิตสัตว์น้ำสูงสุดในโลกมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2515 จนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีปริมาณสัตว์น้ำหลักมาจากสัตว์น้ำทะเลที่จับได้ในน่านน้ำไทย
และน่านน้ำต่างประเทศ ผลผลิตสัตว์น้ำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งด้านโภชนาการ
การสร้าง รายได้ การจ้างงาน เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ ลดการขาดดุลการค้า
และสร้างการมีความมั่นคงในสังคม ดังต่อไปนี้
1.
ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ
สัตว์น้ำมีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน
เช่น เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ แหล่งสร้างรายได้และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
แต่ละภาคส่วนมีรายละเอียดของความสำคัญ ดังนี้ คือ
1.1 เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ
ผลผลิตสัตว์น้ำของไทยจัดเป็นสินค้าส่งออกที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยสูงประเภทหนึ่ง
สินค้าประมงที่สำคัญได้แก่ กุ้งสดแช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่แข็ง เนื้อปลาแช่แข็ง
รวมถึงสัตว์น้ำมีชีวิตต่างๆ นอกจากนี้การพัฒนาการประมง
ยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย
เช่น อุตสาหกรรม การต่อเรือ
อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง อุตสาหกรรมทออวน อุตสาหกรรมห้องเย็น โรงงานผลิตน้ำแข็ง โรงงานปลาป่น
ฯลฯ โดยเฉพาะอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
1.2 เป็นแหล่งสร้างรายได้ ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำมาใช้ประโยชน์จึงเป็นการลงทุนค่อนข้างต่ำ
ในขณะเดียวกันผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรแก่ผู้ผลิตมากกว่ากิจกรรมการเกษตรบางชนิด
1.3 ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผลผลิตจากการประมง
นอกจากจะสำคัญต่อผู้ประกอบอาชีพประมงแล้ว
ยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย ทั้งที่อาศัยผลผลิตสัตว์น้ำโดยตรง
และได้รับส่วนสนับสนุนจากผลผลิตสัตว์น้ำ สรุปได้เป็น 3 กลุ่ม
คือ อุตสาหกรรมต้นน้ำ อุตสาหกรรมปลายน้ำ และอุตสาหกรรมธุรกิจบริการ ดังนี้
1.3.1
อุตสาหกรรมต้นน้ำ (up – stream industries) เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องมีสำหรับการเริ่มประกอบการด้านการประมง
เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ ผู้นำเข้าเหล็ก
ผู้นำเข้าเครื่องจักรและเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้ำ
และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะช่วยให้ชาวประมง มีเรือและเครื่องยนต์สำหรับประกอบการ
ส่วนอุตสาหกรรมผลิตแหอวน ช่วยให้ชาวประมงมีอุปกรณ์การจับสัตว์น้ำตามความเหมาะสม
ในขณะที่โรงน้ำแข็งช่วยให้ชาวประมงมีน้ำแข็งรักษาความสดของสัตว์น้ำ สำหรับผู้นำเข้าน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน
ทำให้เครื่องยนต์กลไกที่ใช้ทำประมงทำงานได้ เป็นต้น
1.3.2
อุตสาหกรรมปลายน้ำ (down
– stream industries) เป็นอุตสาหกรรม
ที่ต้องอาศัยสัตว์น้ำเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง
อุตสาหกรรมห้องเย็นและการแปรรูป อุตสาหกรรมปลาป่น อาหารสัตว์ โรงผลิตน้ำปลา –
น้ำบูดู ฯลฯ
1.3.3
อุตสาหกรรมธุรกิจบริการ (services industries) เป็นลักษณะธุรกิจที่เป็นที่พึ่ง หรือให้บริการแก่ชาวประมง เช่น
กิจการแพปลา การขนส่ง ธนาคาร ภัตตาคาร สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา เป็นต้น
2. ความสำคัญทางด้านสังคม
ผลผลิตสัตว์น้ำนอกจากมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศแล้ว ยังมีความสำคัญทางสังคมอีกด้วย
ทั้งด้านอาหารและการจ้างงาน กล่าวคือ คนเรามีอาหารการกินที่มีประโยชน์ มีงานทำ
มีรายได้น่าพึงพอใจ มีความสงบสุข มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีและมั่นคง รายละเอียดความสำคัญของสัตว์น้ำทางด้านสังคม
มีดังนี้
2.1 เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ผลผลิตทางการประมง คือ สัตว์น้ำ
ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่า จึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญยิ่ง เพราะสัตว์น้ำเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
ประกอบด้วยโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็น (essential annino acid) กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) วิตามิน
และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน
สัตว์น้ำจึงเป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ที่มีคุณประโยชน์มากมาย
ซึ่งจะกล่าวไว้ในหัวข้อประโยชน์ของสัตว์น้ำต่อไป
2.2 เป็นแหล่งจ้างงาน การประมงจัดเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของภาคแรงงานนับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของประเทศ
เริ่มตั้งแต่การจ้างงานประมงเพื่อจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติโดยตรง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือในอุตสาหกรรมต่อเนื่องทางการประมง
ซึ่งมีทั้งการจ้างแรงงานเต็มเวลา จ้างตามฤดูกาลและเป็นบางครั้งบางคราว เช่น
การเพาะฟักลูกกุ้ง การเลี้ยงกุ้ง การจับกุ้ง การคัดแยกขนาดกุ้ง การแจกจ่ายสินค้า
การแปรรูป การขนส่ง การส่งออก การนำเข้า การผลิตอาหารสัตว์น้ำ ปุ๋ย ยารักษาโรค
อุปกรณ์ในฟาร์ม การวิจัยและพัฒนา การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการด้านการเงิน
ฯลฯ
แนวทางการพัฒนาการประมง
เนื่องจากผลผลิตสัตว์น้ำจากการประมงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก
หากการประมงได้รับผลกระทบจนต้องยุติบทบาทส่วนใดส่วนหนึ่ง
ย่อมส่งผลถึงประชาชนและเสถียรภาพของประเทศแน่นอน
เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตจากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายพัฒนาการประมงแห่งชาติขึ้น
สาระสำคัญของนโยบายพัฒนาการประมงแห่งชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรประมงมีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีความมั่นคงในอาชีพ มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
นำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน สมดุลต่อสิ่งแวดล้อม
และเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งเพื่อการบริโภคและการส่งออก
โดยกำหนดเป็นนโยบายการพัฒนาประมงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวไว้ 5 ประการ
ดังต่อไปนี้
1.
นโยบายพัฒนาเกษตรกรประมงและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายให้กลุ่มอาชีพประมงทุกระดับมีความเข้มแข็งมีศักยภาพในเชิงธุรกิจ
โดยภาครัฐเข้าไปสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบให้เกิดการพัฒนาการประมงทั้งด้านการผลิต
การตลาด
และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมขณะเดียวกันก็มีการสร้างทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรประมง
เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ รวมทั้งจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนสนับสนุนการประกอบอาชีพผ่านทางกลุ่มหรือองค์กรเกษตรกรประมง
เพื่อลดปัญหาการขาดหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้ยืม
และปัญหาดอกเบี้ยนอกระบบที่ค่อนข้างสูง
2. นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อม
นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรประมง
โดยการสนับสนุนของภาครัฐและดำเนินงานโดยเกษตรกรประมง
เกิดเป็นโครงการในลักษณะการจัดการประมงโดยชุมชน
มีการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง
มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อดูแลรักษาแทนความรู้สึกเดิมที่ว่า
ทรัพยากรประมงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยเสรี
เปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการดูแล
แล้วจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และรักษาให้คงอยู่ตลอดไป ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีการเร่งรัดปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประมง
พ.ศ.
2490 และกฎระเบียบข้อบังคับอื่นๆ
ให้ทันสมัยสำหรับการจัดการทรัพยากรประมงให้มีการทำการประมงอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่
เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางการประมงที่กำลังเสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีต่อไป
3.นโยบายพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
นโยบายในข้อนี้แบ่งกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็น
4 กลุ่ม
ได้แก่ กลุ่มชาวประมง พื้นบ้าน กลุ่มเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งทะเล
และกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำ มีรายละเอียดดังนี้
3.1 กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน การพัฒนาจะเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำในแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามสายพันธุ์หรือวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น
3.2 กลุ่มฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์
การพัฒนาจะเน้นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ หรือมีลู่ทางการตลาดดี เช่น
หอยเป๋าฮื้อ ปูทะเล ปลาเก๋า ฯลฯ มีการจดทะเบียนฟาร์ม
สนับสนุนให้ผลิตอย่างเพียงพอต่อการบริโภค และควบคุมให้มีมาตรฐานในการส่งออก
3.3 กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งทะเล กลุ่มนี้มีนโยบายสนับสนุนแยกชัดเจน
เนื่องจากกุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต่างประเทศต้องการสูง
ขณะเดียวกันการเลี้ยงกุ้งทะเลบางส่วนที่ขาดความรับผิดชอบได้ทำลายสภาพแวดล้อมรอบๆ
ฟาร์มเลี้ยง จนในที่สุดก็ส่งผลกลับมายังผู้เลี้ยง ทำให้กุ้งตาย เกิดโรคได้ง่าย
การเลี้ยงกุ้งในระยะหลังจึงไม่แจ่มใสเท่าที่ควร
รัฐจึงมีนโยบายจัดการทางด้านนี้หลายประการ เช่น กำหนดเขตการเลี้ยง
กำหนดมาตรฐานฟาร์มตั้งแต่โรงเพาะฟักถึงบ่อเลี้ยง กำหนดมาตรฐานของผลผลิต
กำหนดมาตรฐานของน้ำทิ้งรวมทั้งใน ชุมชนมีส่วนในการดูแลควบคุมคุณภาพน้ำทั้งที่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะในท้องถิ่นด้วย
เป็นต้น
3.4 กลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำ
เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสมที่จะผลิตปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำสูง
4. นโยบายพัฒนานอกน่านน้ำ
เนื่องจากทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทยอยู่ในสภาวะความอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง
ประกอบกับพื้นที่ทำการประมงลดลง เนื่องจากการขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล
รัฐจึงสนับสนุนให้กองเรือประมงไทยไปทำการประมงในน่านน้ำต่างประเทศ หรือน่านน้ำสากล
โดยเจรจาร่วมมือทำการประมงกับประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากร
ในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้กองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย
มีศักยภาพตามมาตรฐานสากลด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อพัฒนาเรือประมงขนาดใหญ่
ให้สามารถทำการประมงนอกน่านน้ำไทยได้ โดยมีสัตว์น้ำเป้าหมายที่สำคัญ คือ ปลาทูน่า
ด้วยเครื่องมือประมงอวนล้อมและเบ็ดราว
5. นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจการประมง
นโยบายในข้อนี้ได้แบ่งธุรกิจอุตสาหกรรมประมงเป็น
3 กลุ่ม
คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทั้ง 3 กลุ่ม
รัฐมีเป้าหมายสนับสนุนในทิศทางเดียวกัน คือ จัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอ
พัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ
ส่งเสริมการขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการ
ส่งออกให้มีความสะดวกมากขึ้น
จัดหาเงินทุนและเทคโนโลยีสนับสนุนการผลิต รวมทั้งมี กลไกการควบคุมตรวจสอบรับรองคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าอย่างครบวงจร
สะดวก และรวดเร็ว
จากที่กล่าวเบื้องต้นการดำเนินการตามนโยบายที่
1. นโยบายพัฒนาเกษตรกรประมงและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญในการดำเนินการมาก
กรมประมงจึงได้กำหนด กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและการจัดการ
โครงการส่งเสริมเกษตรกรด้านการประมง (พัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ)
ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานตรวจราชการกรมดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๑ – ปัจจุบัน โดยมีตัวชี้วัดเชิงปริมาณ น้ำหนักร้อยละ ๕
จำนวนเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมและบริการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเฉลี่ยปีละประมาณ
๒๔,๐๐๐ รายและเชิงคุณภาพ น้ำหนักร้อยละ ๕
ผลผลิตสัตว์น้ำของเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาต่อไร่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า (ไม่น้อยกว่าร้อยละ
๙.๑๑ ในปี ๒๕๕๕) ทั้งนี้กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดพิจารณาดำเนินกิจกรรมให้ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร
ตามศักยภาพของพื้นที่
เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเพิ่มผลิตภาพซึ่งเป็นการเพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตรอย่างมีคุณภาพโดยสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่
กิจกรรมที่สำคัญเช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปลาในนาข้าว
การเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก เป็นต้น
กรมประมงได้กำหนดอำนาจหน้าที่/ความรับผิดชอบของสำนักงานประมงจังหวัดไว้ดังนี้
1. ศึกษา
วิเคราะห์และประเมินเทคโนโลยีทางการประมงทุกสาขา เพื่อสนับสนุนให้เกิดธุรกิจและอาชีพการประมงที่เหมาะสมในเขตจังหวัดและกำกับให้ธุรกิจและอาชีพการประมงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ ข้อตกลง และมาตรฐานที่กำหนด
2. ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม
กำกับ ดูแลด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำการประมงให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประมง
และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งการให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและให้บริการทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง
3. จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมง
ฐานข้อมูลประมง ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่งานของจังหวัด
4. ให้คำปรึกษา
แนะนำและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาด้านการประมง
5. ให้บริการด้านการประมงแก่ชาวประมง
เกษตรกร และประชาชนรวมทั้งตรวจสอบ ติดตาม ควบคุม
และรับรองกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน
6. กำกับ
ดูแล ให้คำปรึกษา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานประมงอำเภอ
7.ปฏิบัติงานร่วมกับ
หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย
ในปี 2554
กรมประมงได้ให้ความสนใจกับการปกครองและการดำเนินการกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมอาชีพในระดับท้องถิ่นมากขึ้น
โดยได้ทำการจัดตั้งสำนักงานประมงอำเภอขึ้นมากอีกครั้งหลักจากที่ได้ยุบไปเมื่อ พ.ศ.
2540 โดยกำหนดอำนาจหน้าที่/ความรับผิดชอบของสำนักงานประมงอำเภอ ดังนี้
1.ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอาชีพการประมงที่เหมาะสมในเขตอำเภอ
2. กำกับให้ธุรกิจและอาชีพการประมงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ ข้อตกลง และมาตรฐานที่กำหนด
3.
ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม
กำกับดูแลด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประมงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและ
ให้บริการทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง
4. ให้คำปรึกษา แนะนำ
และสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นดำเนินการเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ
5. จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมง
ฐานข้อมูลประมง ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ งานของอำเภอ
6. ให้บริการด้านการประมงแก่ชาวประมง
เกษตรกร และประชาชน
7. ตรวจสอบ ติดตาม
ควบคุม และรับรองกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กำหนด
และปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
หรือที่ได้รับมอบหมาย
ในปัจจุบันกิจกรรมมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก
กิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำคือการที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหารได้
มีการเกี่ยวพัน ต่อเนื่องกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ค่อนข้างมาก เช่น
เมื่อเกษตรกรจะทำการจับกุ้งทะเลที่ทำการเพาะเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายจะต้องติดต่อเพื่อของหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ
(movement
document: MD.) จากประมงอำเภอ
สำหรับหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (movement
document) กรมประมงกำหนดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)
ในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น ๆ ของไทยเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า
เป็นเอกสารที่กรมประมงออกให้กับเกษตรกรเมื่อต้องการขายกุ้งและสัตว์น้ำที่เลี้ยงทุกชนิด
ในหนังสือกำกับฯ จะระบุที่มาของสัตว์น้ำ เช่น ชื่อ ที่อยู่เกษตรกร จำนวน
ขนาดสัตว์น้ำ วันที่จับ เป็นต้น หนังสือฯ
นี้จะติดไปกับสัตว์น้ำที่จำหน่ายจนไปถึงโรงงาน
เมื่อผู้ประกอบการต้องการส่งออกสินค้าและต้องการให้กรมประมงออกหนังสือรับรองใดๆ
เช่น หนังสือรับรองส่งกุ้งไปสหรัฐอเมริกา (DS-2031) หนังสือรับรองสุขอนามัยสินค้า
(health certificate) ผู้ส่งออกจะต้องแนบหนังสือกำกับฯ
มาพร้อมกับคำขอหนังสือรับรองนั้น ๆ ด้วยทุกครั้งเพื่อแสดงที่มาของวัตถุดิบ
กรมประมงเริ่มใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำมาตั้งแต่
ปี 2545 และเป็นข้อกำหนดประการหนึ่งที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการลดสารตกค้างไนโตรฟูรานส์และคลอแรมฟินิคอล
ที่เสนอต่อสหภาพยุโรป ปัจจุบันกรมประมงได้ปรับปรุงรูปแบบหนังสือกำกับการการจำหน่ายสัตว์น้ำใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงหรือการเอาสัตว์น้ำอื่นที่ไม่ใช่ของเกษตรกรรายนั้นมาปนจนเป็นเหตุให้การตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์
ปัจจุบันการสืบย้อนกลับได้ของสินค้าหรือ raceability นับจะมีความสำคัญและต้องปฏิบัติเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า
จึงถือเป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่ได้เริ่มใช้หนังสือกำกับฯ
ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการสอบย้อนกลับแบบกระดาษมาหลายปีแล้วและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายล้วนเห็นความสำคัญของหนังสือกำกับฯ
ปัจจุบันกรมประมง รวมทั้งบริษัทแปรรูปและส่งออกบางราย
และเกษตรกรบางกลุ่มได้พัฒนาระบบสอบย้อนด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานแล้ว
อย่างไรก็ตามหนังสือกำกับฯ
ก็ยังคงต้องใช้ประกอบไปด้วยแม้จะมีระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ตามระเบียบและวิธีปฏิบัติในการออก
MD. และ FMD.