วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพประมง


การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพประมง


การประมงเป็นอาชีพหลักที่สำคัญทางเศรษฐกิจสาขาหนึ่งของประเทศไทย มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีกิจกรรมทางด้านการประมงที่โดดเด่น โดยเฉพาะทางภาคใต้ ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออกของประเทศ มีแนวชายฝั่งทะเลรวมทั้งประเทศยาวถึง 3,534 กิโลเมตรจึงมีการทำการประมงทะเลอย่างกว้างขวาง

คำว่า การประมงมีความหมายแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2542 ว่า งานหรือการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้ำ ซึ่งประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงส่วนในพระราชบัญญัติการประมง พ.. 2490 มาตรา 4 วรรค 2 ให้ความหมายของคำว่า ทำการประมงหมายความว่า จับ ดัก ล่อ ทำอันตราย ฆ่า หรือ เก็บ  สัตว์น้ำ ในที่จับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือทำการประมงหรือด้วยวิธีการใดผลของการประมงนี้มีเจตนาประสงค์ให้ได้มาซึ่งสัตว์น้ำนั่นเอง ดังนั้นการประมงตามความหมายในรายวิชานี้ จึงหมายรวมได้ถึงการจับสัตว์น้ำทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผลผลิตสัตว์น้ำและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดถึงธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องกับการประมงและสภาพสังคมที่เกี่ยวข้อง มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย

ความสำคัญของการประมง


ประเทศไทยมีผลผลิตทางการประมงติดอันดับต้นของประเทศที่มีผลผลิตสัตว์น้ำสูงสุดในโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 จนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีปริมาณสัตว์น้ำหลักมาจากสัตว์น้ำทะเลที่จับได้ในน่านน้ำไทย และน่านน้ำต่างประเทศ ผลผลิตสัตว์น้ำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งด้านโภชนาการ การสร้าง รายได้ การจ้างงาน เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และสร้างการมีความมั่นคงในสังคม ดังต่อไปนี้

1. ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ

สัตว์น้ำมีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน เช่น เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ แหล่งสร้างรายได้และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่ละภาคส่วนมีรายละเอียดของความสำคัญ ดังนี้ คือ

1.1 เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ ผลผลิตสัตว์น้ำของไทยจัดเป็นสินค้าส่งออกที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยสูงประเภทหนึ่ง สินค้าประมงที่สำคัญได้แก่ กุ้งสดแช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่แข็ง เนื้อปลาแช่แข็ง รวมถึงสัตว์น้ำมีชีวิตต่างๆ นอกจากนี้การพัฒนาการประมง ยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย เช่น อุตสาหกรรม การต่อเรือ อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง อุตสาหกรรมทออวน อุตสาหกรรมห้องเย็น   โรงงานผลิตน้ำแข็ง โรงงานปลาป่น ฯลฯ โดยเฉพาะอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

1.2 เป็นแหล่งสร้างรายได้ ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำมาใช้ประโยชน์จึงเป็นการลงทุนค่อนข้างต่ำ ในขณะเดียวกันผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรแก่ผู้ผลิตมากกว่ากิจกรรมการเกษตรบางชนิด

1.3 ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผลผลิตจากการประมง นอกจากจะสำคัญต่อผู้ประกอบอาชีพประมงแล้ว ยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย ทั้งที่อาศัยผลผลิตสัตว์น้ำโดยตรง และได้รับส่วนสนับสนุนจากผลผลิตสัตว์น้ำ สรุปได้เป็น 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมต้นน้ำ อุตสาหกรรมปลายน้ำ และอุตสาหกรรมธุรกิจบริการ ดังนี้

1.3.1 อุตสาหกรรมต้นน้ำ (up – stream industries) เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องมีสำหรับการเริ่มประกอบการด้านการประมง เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ ผู้นำเข้าเหล็ก ผู้นำเข้าเครื่องจักรและเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะช่วยให้ชาวประมง มีเรือและเครื่องยนต์สำหรับประกอบการ ส่วนอุตสาหกรรมผลิตแหอวน ช่วยให้ชาวประมงมีอุปกรณ์การจับสัตว์น้ำตามความเหมาะสม ในขณะที่โรงน้ำแข็งช่วยให้ชาวประมงมีน้ำแข็งรักษาความสดของสัตว์น้ำ สำหรับผู้นำเข้าน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน ทำให้เครื่องยนต์กลไกที่ใช้ทำประมงทำงานได้ เป็นต้น

1.3.2 อุตสาหกรรมปลายน้ำ (down – stream industries) เป็นอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยสัตว์น้ำเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง อุตสาหกรรมห้องเย็นและการแปรรูป อุตสาหกรรมปลาป่น อาหารสัตว์ โรงผลิตน้ำปลา น้ำบูดู ฯลฯ

1.3.3 อุตสาหกรรมธุรกิจบริการ (services industries) เป็นลักษณะธุรกิจที่เป็นที่พึ่ง หรือให้บริการแก่ชาวประมง เช่น กิจการแพปลา การขนส่ง ธนาคาร ภัตตาคาร สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา เป็นต้น


2. ความสำคัญทางด้านสังคม

ผลผลิตสัตว์น้ำนอกจากมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศแล้ว ยังมีความสำคัญทางสังคมอีกด้วย ทั้งด้านอาหารและการจ้างงาน กล่าวคือ คนเรามีอาหารการกินที่มีประโยชน์ มีงานทำ มีรายได้น่าพึงพอใจ มีความสงบสุข มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีและมั่นคง รายละเอียดความสำคัญของสัตว์น้ำทางด้านสังคม มีดังนี้

2.1 เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ผลผลิตทางการประมง คือ สัตว์น้ำ ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่า จึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญยิ่ง เพราะสัตว์น้ำเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็น (essential annino acid) กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน สัตว์น้ำจึงเป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ซึ่งจะกล่าวไว้ในหัวข้อประโยชน์ของสัตว์น้ำต่อไป

2.2 เป็นแหล่งจ้างงาน การประมงจัดเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของภาคแรงงานนับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของประเทศ เริ่มตั้งแต่การจ้างงานประมงเพื่อจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติโดยตรง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือในอุตสาหกรรมต่อเนื่องทางการประมง ซึ่งมีทั้งการจ้างแรงงานเต็มเวลา จ้างตามฤดูกาลและเป็นบางครั้งบางคราว เช่น การเพาะฟักลูกกุ้ง การเลี้ยงกุ้ง การจับกุ้ง การคัดแยกขนาดกุ้ง การแจกจ่ายสินค้า การแปรรูป การขนส่ง การส่งออก การนำเข้า การผลิตอาหารสัตว์น้ำ ปุ๋ย ยารักษาโรค อุปกรณ์ในฟาร์ม การวิจัยและพัฒนา การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการด้านการเงิน ฯลฯ

นวทางการพัฒนาการประมง

เนื่องจากผลผลิตสัตว์น้ำจากการประมงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก หากการประมงได้รับผลกระทบจนต้องยุติบทบาทส่วนใดส่วนหนึ่ง ย่อมส่งผลถึงประชาชนและเสถียรภาพของประเทศแน่นอน เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตจากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายพัฒนาการประมงแห่งชาติขึ้น สาระสำคัญของนโยบายพัฒนาการประมงแห่งชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรประมงมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพ มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน สมดุลต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งเพื่อการบริโภคและการส่งออก โดยกำหนดเป็นนโยบายการพัฒนาประมงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวไว้ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1. นโยบายพัฒนาเกษตรกรประมงและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายให้กลุ่มอาชีพประมงทุกระดับมีความเข้มแข็งมีศักยภาพในเชิงธุรกิจ โดยภาครัฐเข้าไปสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบให้เกิดการพัฒนาการประมงทั้งด้านการผลิต การตลาด และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมขณะเดียวกันก็มีการสร้างทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรประมง เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ รวมทั้งจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนสนับสนุนการประกอบอาชีพผ่านทางกลุ่มหรือองค์กรเกษตรกรประมง เพื่อลดปัญหาการขาดหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้ยืม และปัญหาดอกเบี้ยนอกระบบที่ค่อนข้างสูง

2. นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อม

นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรประมง โดยการสนับสนุนของภาครัฐและดำเนินงานโดยเกษตรกรประมง เกิดเป็นโครงการในลักษณะการจัดการประมงโดยชุมชน มีการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อดูแลรักษาแทนความรู้สึกเดิมที่ว่า ทรัพยากรประมงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยเสรี เปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการดูแล แล้วจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และรักษาให้คงอยู่ตลอดไป ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีการเร่งรัดปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประมง พ.. 2490 และกฎระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ให้ทันสมัยสำหรับการจัดการทรัพยากรประมงให้มีการทำการประมงอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางการประมงที่กำลังเสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีต่อไป

3.นโยบายพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นโยบายในข้อนี้แบ่งกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวประมง พื้นบ้าน กลุ่มเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งทะเล และกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำ มีรายละเอียดดังนี้

3.1 กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน การพัฒนาจะเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง    สัตว์น้ำในแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามสายพันธุ์หรือวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น

3.2 กลุ่มฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ การพัฒนาจะเน้นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ หรือมีลู่ทางการตลาดดี เช่น หอยเป๋าฮื้อ ปูทะเล ปลาเก๋า ฯลฯ มีการจดทะเบียนฟาร์ม สนับสนุนให้ผลิตอย่างเพียงพอต่อการบริโภค และควบคุมให้มีมาตรฐานในการส่งออก

3.3 กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งทะเล กลุ่มนี้มีนโยบายสนับสนุนแยกชัดเจน เนื่องจากกุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต่างประเทศต้องการสูง ขณะเดียวกันการเลี้ยงกุ้งทะเลบางส่วนที่ขาดความรับผิดชอบได้ทำลายสภาพแวดล้อมรอบๆ ฟาร์มเลี้ยง จนในที่สุดก็ส่งผลกลับมายังผู้เลี้ยง ทำให้กุ้งตาย เกิดโรคได้ง่าย การเลี้ยงกุ้งในระยะหลังจึงไม่แจ่มใสเท่าที่ควร รัฐจึงมีนโยบายจัดการทางด้านนี้หลายประการ เช่น กำหนดเขตการเลี้ยง กำหนดมาตรฐานฟาร์มตั้งแต่โรงเพาะฟักถึงบ่อเลี้ยง กำหนดมาตรฐานของผลผลิต กำหนดมาตรฐานของน้ำทิ้งรวมทั้งใน  ชุมชนมีส่วนในการดูแลควบคุมคุณภาพน้ำทั้งที่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะในท้องถิ่นด้วย เป็นต้น

3.4 กลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสมที่จะผลิตปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำสูง

4. นโยบายพัฒนานอกน่านน้ำ

เนื่องจากทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทยอยู่ในสภาวะความอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ประกอบกับพื้นที่ทำการประมงลดลง เนื่องจากการขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล รัฐจึงสนับสนุนให้กองเรือประมงไทยไปทำการประมงในน่านน้ำต่างประเทศ หรือน่านน้ำสากล โดยเจรจาร่วมมือทำการประมงกับประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้กองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย มีศักยภาพตามมาตรฐานสากลด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อพัฒนาเรือประมงขนาดใหญ่ ให้สามารถทำการประมงนอกน่านน้ำไทยได้ โดยมีสัตว์น้ำเป้าหมายที่สำคัญ คือ  ปลาทูน่า ด้วยเครื่องมือประมงอวนล้อมและเบ็ดราว

5. นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจการประมง

นโยบายในข้อนี้ได้แบ่งธุรกิจอุตสาหกรรมประมงเป็น 3 กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทั้ง 3 กลุ่ม รัฐมีเป้าหมายสนับสนุนในทิศทางเดียวกัน คือ จัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอ พัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการ  ส่งออกให้มีความสะดวกมากขึ้น จัดหาเงินทุนและเทคโนโลยีสนับสนุนการผลิต รวมทั้งมี    กลไกการควบคุมตรวจสอบรับรองคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าอย่างครบวงจร สะดวก และรวดเร็ว

จากที่กล่าวเบื้องต้นการดำเนินการตามนโยบายที่ 1. นโยบายพัฒนาเกษตรกรประมงและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญในการดำเนินการมาก กรมประมงจึงได้กำหนด กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและการจัดการ โครงการส่งเสริมเกษตรกรด้านการประมง (พัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานตรวจราชการกรมดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๑ – ปัจจุบัน โดยมีตัวชี้วัดเชิงปริมาณ น้ำหนักร้อยละ ๕ จำนวนเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมและบริการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเฉลี่ยปีละประมาณ ๒๔,๐๐๐ รายและเชิงคุณภาพ น้ำหนักร้อยละ ๕ ผลผลิตสัตว์น้ำของเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาต่อไร่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า (ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙.๑๑ ในปี ๒๕๕๕) ทั้งนี้กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดพิจารณาดำเนินกิจกรรมให้ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร ตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเพิ่มผลิตภาพซึ่งเป็นการเพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตรอย่างมีคุณภาพโดยสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ กิจกรรมที่สำคัญเช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก เป็นต้น

กรมประมงได้กำหนดอำนาจหน้าที่/ความรับผิดชอบของสำนักงานประมงจังหวัดไว้ดังนี้

1. ศึกษา วิเคราะห์และประเมินเทคโนโลยีทางการประมงทุกสาขา เพื่อสนับสนุนให้เกิดธุรกิจและอาชีพการประมงที่เหมาะสมในเขตจังหวัดและกำกับให้ธุรกิจและอาชีพการประมงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อตกลง และมาตรฐานที่กำหนด

2. ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม กำกับ ดูแลด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำการประมงให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประมง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและให้บริการทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

3. จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมง ฐานข้อมูลประมง ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่งานของจังหวัด

4. ให้คำปรึกษา แนะนำและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาด้านการประมง

5. ให้บริการด้านการประมงแก่ชาวประมง เกษตรกร และประชาชนรวมทั้งตรวจสอบ ติดตาม ควบคุม และรับรองกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน

6. กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานประมงอำเภอ

7.ปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย

ในปี 2554 กรมประมงได้ให้ความสนใจกับการปกครองและการดำเนินการกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมอาชีพในระดับท้องถิ่นมากขึ้น โดยได้ทำการจัดตั้งสำนักงานประมงอำเภอขึ้นมากอีกครั้งหลักจากที่ได้ยุบไปเมื่อ พ.ศ. 2540 โดยกำหนดอำนาจหน้าที่/ความรับผิดชอบของสำนักงานประมงอำเภอ ดังนี้

1.ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอาชีพการประมงที่เหมาะสมในเขตอำเภอ

2. กำกับให้ธุรกิจและอาชีพการประมงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อตกลง และมาตรฐานที่กำหนด

3. ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม กำกับดูแลด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประมงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและ ให้บริการทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

4. ให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นดำเนินการเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ

5. จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมง ฐานข้อมูลประมง ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ งานของอำเภอ

6. ให้บริการด้านการประมงแก่ชาวประมง เกษตรกร และประชาชน

7. ตรวจสอบ ติดตาม ควบคุม และรับรองกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กำหนด และปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

ในปัจจุบันกิจกรรมมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก กิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำคือการที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหารได้ มีการเกี่ยวพัน ต่อเนื่องกับการปฏิบัติในระดับพื้นที่ค่อนข้างมาก เช่น เมื่อเกษตรกรจะทำการจับกุ้งทะเลที่ทำการเพาะเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายจะต้องติดต่อเพื่อของหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (movement document: MD.) จากประมงอำเภอ

สำหรับหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (movement document) กรมประมงกำหนดให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น ๆ ของไทยเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า เป็นเอกสารที่กรมประมงออกให้กับเกษตรกรเมื่อต้องการขายกุ้งและสัตว์น้ำที่เลี้ยงทุกชนิด ในหนังสือกำกับฯ จะระบุที่มาของสัตว์น้ำ เช่น ชื่อ ที่อยู่เกษตรกร จำนวน ขนาดสัตว์น้ำ วันที่จับ เป็นต้น หนังสือฯ นี้จะติดไปกับสัตว์น้ำที่จำหน่ายจนไปถึงโรงงาน เมื่อผู้ประกอบการต้องการส่งออกสินค้าและต้องการให้กรมประมงออกหนังสือรับรองใดๆ เช่น หนังสือรับรองส่งกุ้งไปสหรัฐอเมริกา (DS-2031) หนังสือรับรองสุขอนามัยสินค้า (health certificate) ผู้ส่งออกจะต้องแนบหนังสือกำกับฯ มาพร้อมกับคำขอหนังสือรับรองนั้น ๆ ด้วยทุกครั้งเพื่อแสดงที่มาของวัตถุดิบ

กรมประมงเริ่มใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำมาตั้งแต่ ปี 2545 และเป็นข้อกำหนดประการหนึ่งที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการลดสารตกค้างไนโตรฟูรานส์และคลอแรมฟินิคอล ที่เสนอต่อสหภาพยุโรป ปัจจุบันกรมประมงได้ปรับปรุงรูปแบบหนังสือกำกับการการจำหน่ายสัตว์น้ำใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงหรือการเอาสัตว์น้ำอื่นที่ไม่ใช่ของเกษตรกรรายนั้นมาปนจนเป็นเหตุให้การตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ปัจจุบันการสืบย้อนกลับได้ของสินค้าหรือ raceability นับจะมีความสำคัญและต้องปฏิบัติเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า จึงถือเป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่ได้เริ่มใช้หนังสือกำกับฯ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการสอบย้อนกลับแบบกระดาษมาหลายปีแล้วและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายล้วนเห็นความสำคัญของหนังสือกำกับฯ ปัจจุบันกรมประมง รวมทั้งบริษัทแปรรูปและส่งออกบางราย และเกษตรกรบางกลุ่มได้พัฒนาระบบสอบย้อนด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตามหนังสือกำกับฯ ก็ยังคงต้องใช้ประกอบไปด้วยแม้จะมีระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ตามระเบียบและวิธีปฏิบัติในการออก MD. และ FMD.

 

 

 

 

 

การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ


1.การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ
1.1 การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพทั่วไป
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (.. 2550 – 2554) ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศ ประการหนึ่งคือการสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนด้วยการบูรณาการกระบวนการผลิต บนฐานศักยภาพ และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างสมดุล เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคอย่างพอเพียงภายในชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ สนับสนุนการนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ในการสร้างสรรค์ คุณค่าสินค้า บริการ และสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการลงทุนสร้างอาชีพและรายได้ที่มีการจัดสรรประโยชน์ที่เป็นธรรมแก่ชุมชน รวมทั้งสร้างระบบบ่มเพาะวิสาหกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการ การตลาด และทักษะในการประกอบอาชีพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศซึ่งมีฐานะยากจน และรับทราบถึงปัญหาความต้องการต่างๆ ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงมีบทบาทสำคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชน ซึ่งเป็นภารกิจหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบกับกฎหมายได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในด้านการส่งเสริมอาชีพ ไว้ดังนี้
  • พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล.. 2537 มาตรา 68 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบลอาจจัดทำกิจการในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ดังต่อไปนี้
  • ให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์
  • ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว
  • บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร 
  • พระราชบัญญัติเทศบาล พ.. 2496
มาตรา 51 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลอาจจัดทำกิจการใดๆ ในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้
(5) บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร
มาตรา 54 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลเมืองอาจจัดทำกิจการใดๆ ในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้
(3) บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร
มาตรา 57 เทศบาลนครอาจจัดทำกิจการอื่นๆ ตามมาตรา 54 ได้
  • พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.. 2540
มาตรา 45 องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้
  • จัดทำกิจการใดๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกิจการนั้นเป็นการสมควรให้ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดำเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- กฎกระทรวง (.. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ..2540
ให้กิจการดังต่อไปนี้เป็นกิจการที่ราชการท้องถิ่นอื่นสมควรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการ หรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทำ
(17) ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพ
  • พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.. 2542
มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้
(16) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ
มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้
(15) การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่น หรือจากสหการแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถ่ายโอนภารกิจด้านการพัฒนาอาชีพ ให้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเช่น งานส่งเสริมการพัฒนาอาชีพแก่กลุ่มอาชีพ การสนับสนุนทุนดำเนินการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร งานฝึกอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย เป็นต้น โดยกำหนดประเภทของกลุ่มงานภารกิจถ่ายโอนดังกล่าว เป็นหน้าที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกทำโดยอิสระภารกิจการส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นโดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายและเพิ่มศักยภาพของชุมชนให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 
แนวคิดการส่งเสริมอาชีพในบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การส่งเสริมอาชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ยึดหลักทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีเงื่อนไขอยู่บนพื้นฐานของความรอบรู้ ความเข้าใจ ในความแตกต่างกันโดยธรรมชาติทั้งระดับพื้นที่ ระดับชุมชน ระดับครัวเรือนและระดับบุคคล ดังนั้นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (2550) ได้กำหนดหัวข้อในการสำรวจข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อจัดระดับความสำคัญของการส่งเสริมอาชีพ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ดังนี้
1. การศึกษาและวิเคราะห์ศักยภาพของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงปัจจัยและองค์ประกอบที่ส่งเสริมและเอื้อต่อการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ เช่น ทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค แหล่งทุนในท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
2. การจัดแบ่งกลุ่มอาชีพ อาจแบ่งตามประเภทของการส่งเสริมสนับสนุน คือ
1) กลุ่มอาชีพที่ต้องให้ความช่วยเหลือพิเศษ
2) กลุ่มอาชีพพึ่งตนเองได้แต่ยังไม่แข็งแรง
3) กลุ่มอาชีพที่มีความเข้มแข็ง
1) กลุ่มอาชีพที่ต้องให้ความช่วยเหลือพิเศษ คือ กลุ่มอาชีพที่ขาดปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดินทำกิน มีหนี้สิ้นหรือขาดทุนจากการประกอบอาชีพ ขาดอุปกรณ์ส่งเสริมการผลิต ขาดทักษะความรู้ การให้การส่งเสริมประชาชนกลุ่มนี้ต้องให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษเน้นการขยายโอกาสและจัดทำแผนการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและก้าวสู่คุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น
2) กลุ่มอาชีพพึ่งตนเองได้ แต่ยังไม่แข็งแรง ควรให้การสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ ในกลุ่มนี้อยู่ในขั้นของการทดลอง ต้องให้ความสนับสนุนที่เอื้อต่อการดำเนินงาน เช่น การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและการพัฒนาการผลิต ปริมาณการผลิตคุณภาพการผลิต เป็นต้น
3) กลุ่มอาชีพที่มีความเข้มแข็ง การส่งเสริมอาชีพในกลุ่มนี้ควรเป็นการส่งเสริมคุณภาพ ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นตามลำดับ เช่น การส่งเสริมคุณภาพผลิตภัณฑ์สู่ระดับที่สูงขึ้น มีมาตรฐานการรับรองจากหน่วยงานของรัฐทั้งในและต่างประเทศ การบริหารระบบขนส่ง (logistics) เป็นต้น
3. การรวบรวมและจัดทำทะเบียนกลุ่มอาชีพ โดยแยกประเภทของอาชีพตามระดับของการให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน และประเภทของกลุ่มอาชีพ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการส่งเสริมอาชีพ จัดทำแผนการส่งเสริมอาชีพ และข้อมูลที่จำเป็นและสอดคล้องกับพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกัน ควรมีการจัดทำ ทะเบียนวัตถุดิบ สถิติการผลิต การจำหน่าย แหล่งความรู้ส่งเสริมการผลิต ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นทุนและเป็นปัจจัยของการผลิต นำไปสู่การวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนการกำหนดกรอบของการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพบนพื้นฐานข้อมูลของท้องถิ่น
4. การจัดระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อเป็นการส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลท้องถิ่น เป็นสังคมของการเรียนรู้และการศึกษา และเป็นการส่งเสริมข้อมูลให้กับประชาชนในการกำหนดทิศทาง การตัดสินใจการวางแผนการพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสร้างระบบฐานข้อมูลด้านการส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่น ในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับกลุ่ม ระดับชุมชน และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจชุมชนที่เกื้อหนุนกันในพื้นที่ระหว่างพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพึ่งตนเองและความยั่งยืน
5. การจัดทำแผนการพัฒนาการส่งเสริมอาชีพ เพื่อกำหนดกรอบทิศทางการส่งเสริมอาชีพอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับครัวเรือน ระดับชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในระดับต่างๆ อาจใช้ขบวนการประชาคมในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
6. ส่งเสริมและสนับสนุน การรวมกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของการประกอบอาชีพและสร้างพลังของการบริหารจัดการการพัฒนาอาชีพในท้องถิ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ การแก้ปัญหา ด้านอาชีพในท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้มีหรือให้เกิดผู้นำชุมชน เชื่อมโยงเครือข่ายอาชีพและกระตุ้นให้เกิดความสามัคคีในชุมชน
7. การส่งเสริมและพัฒนา ความรู้ ทักษะการประกอบอาชีพ สร้างและพัฒนาผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้เป็นที่ต้องการและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง จนถึงระดับประเทศ ต่างประเทศ
8. การส่งเสริมและการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ค่านิยม ทัศนคติ ต่อการประกอบอาชีพ และต่อการดำเนินชีวิตให้กับประชาชนในทุกระดับ อันเป็นภูมิคุ้มกันให้ประชาชนโดยเฉพาะการสร้างลักษณะนิสัยการจดบันทึก การสังเกต การพัฒนาเรียนรู้ ความขยัน การประหยัดและออม ให้มีในระดับปัจเจกบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย การจดบันทึกบัญชีครัวเรือน เป็นต้น
9. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารประสบการณ์ และการให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์และหรือที่มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนแบบเข้าถึงครัวเรือนระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนอาชีพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจต่อกันในระดับชุนชนและระดับท้องถิ่น
10. การติดตามประเมินผล การส่งเสริมอาชีพของท้องถิ่น เพื่อวัดความสำเร็จของการดำเนินงาน และพัฒนาอาชีพ ตามแผนงาน โครงการ กิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในท้องถิ่น
 
หลักการของการส่งเสริมอาชีพ
ตามหลักการแนวคิดและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลางความไม่ประมาท คำนึงถึงหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล โดยมีความรู้ มีข้อมูล มีภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นทุนของท้องถิ่นสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับประชาชน รู้เท่าทัน เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ มีความรอบคอบทั้งการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ วิถีการดำเนินชีวิตที่มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตความขยัน ความอดทน มุ่งมั่นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ มีรายได้ อาชีพ พึ่งตนเองได้และมีกำลังที่สนับสนุนแบ่งปัน ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสภาพแวดล้อมของประชาชน ทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัวและชุมชน สังคม อย่างมีความสุข
แนวทางการส่งเสริมอาชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
1. การสำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพและส่งเสริมอาชีพของประชาชนในท้องถิ่น จัดทำทะเบียนอาชีพ ทะเบียนวัตถุดิบ ทะเบียนปราชญ์ชาวบ้าน การสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการส่งเสริมอาชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. การฝึกอาชีพ ฝึกอบรมตามความต้องการของประชาชน กลุ่มอาชีพ ในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการผลิต การปลูก การสร้างผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมอาชีพและสร้างโอกาสให้เกิดการทำงาน สร้างรายได้ แก่ประชาชนอยู่ในวัยทำงาน สตรีและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่รับผิดชอบของท้องถิ่น
3. ส่งเสริม สนับสนุน การรวมกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ทักษะในการประกอบอาชีพที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในพื้นที่รับผิดชอบของท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและมีการบริหารจัดการที่ดีมาตรฐานการส่งเสริมอาชีพ
4. การส่งเสริม สนับสนุน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพของประชาชน
5. การส่งเสริม สนับสนุน การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพในท้องถิ่น เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ การบริหารจัดการ การปรับปรุง และสร้างโอกาส การแข่งขันทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และต่างประเทศ
6. การส่งเสริม สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ ในการจัดทำแผนการส่งเสริมอาชีพ ที่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน องค์กรประชาชน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
7. มีการติดตามประเมินผล แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม การส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่นและปรับปรุงแก้ไขพัฒนาไปสู่ความต้องการของประชาชนในทุกระดับ
นอกจากแนวทางการส่งเสริมอาชีพดังกล่าวข้างต้นแล้ว ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0891.4/ 658 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ยังได้กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน ระดับชุมชน โดยนำปรัชญาพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานภายใต้หลักการ การลดรายจ่าย สร้างรายได้ ขยายโอกาสให้แก่ประชาชนบนพื้นฐานความสมดุล ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีแนวทางและวิธีการดำเนินงาน ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ คือ
1) การลดรายจ่าย ส่งเสริมให้ประชาชนมีการดำรงชีวิตแบบพอเพียง มีการส่งเสริมสนับสนุนวิชาการและนำแนวทางการเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน ส่งเสริมจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ อันนำไปสู่การลดต้นทุนของการทำการเกษตรในระดับชุมชน เช่น การจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ลานตากข้าวชุมชน เป็นต้น
2) การเพิ่มรายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ ติดต่อประสานงานกับภาคเอกชน เช่น สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมในท้องถิ่น หรือพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เพื่อรับการผลิตที่สามารถใช้แรงงานแม่บ้านหรืองานที่สามารถดำเนินการภายในครัวเรือนได้ โดยเพิ่มการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และพื้นที่ นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในระดับชุมชนเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เช่น การตั้งโรงสีชุมชน การจัดตั้งโรงงาน การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสินค้าและการตลาดในพื้นที่และการส่งเสริมการตลาดสินค้าโดยผ่านอินเตอร์เน็ตตำบล เป็นต้น
 3) การขยายโอกาส องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจดำเนินการหรือสนับสนุนกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงปัจจัยในการประกอบอาชีพ ทั้งในระดับบุคคล ครัวเรือนและระดับชุมชน เช่น การส่งเสริมสนับสนุนการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การกำหนดพื้นที่ผ่อนผันเพื่อให้ประชาชนมีสถานที่จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ เช่น ตลาดสาธารณะ ทางสาธารณะ เป็นต้น
 
หลักเกณฑ์การจัดตั้งกลุ่มอาชีพและการส่งเสริมกลุ่มอาชีพ
เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการบริหารจัดการส่งเสริมอาชีพของชุมชน อย่างมีระบบและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนภาคการผลิต คือ การรวมกลุ่มของประชาชนที่มีจุดประสงค์และเป้าหมายร่วมกัน เพื่อดำเนินกิจกรรมการผลิต สร้างพลังของการพึ่งตนเองของกลุ่มอาชีพในชุมชน
กลุ่มอาชีพ หมายถึง การรวมกลุ่มของประชาชนที่ร่วมดำเนินกิจกรรม เพื่อทำให้เกิดรายได้ และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้สมาชิก โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. กลุ่มอาชีพที่มีการรวมตัวกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพการแปรรูปผลผลิต กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือนและหัตถกรรมไทย
2. กลุ่มอาชีพที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น กลุ่มสหกรณ์ สหกรณ์ออมทรัพย์ กลุ่มยุวเกษตรกร เป็นต้น โดยมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับของกลุ่มอาชีพที่ถือเป็นแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้และส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น
ข้อดี ของการรวมกลุ่มอาชีพ
1) สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เทคนิคการประกอบอาชีพปัญหาอุปสรรค แนวทางการแก้ไข โดยประชาชนที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีอันนำไปสู่การสร้างเครือข่ายอาชีพโดยธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน
2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพัฒนา ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาของประชาชนแบบองค์รวมและตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของประชาชนในพื้นที่
3) สร้างเสริมการทำงานเป็นทีมอันนำไปสู่ความสามัคคี ความร่วมมือของประชาชนในชุมชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
4) สร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถกำหนดราคาและกลไกทางการตลาด
5) ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนการผลิต เช่น การซื้อปุ๋ย ถ้ารวมกันซื้อจำนวนมากสามารถต่อรองราคาซื้อขายได้ 
แนวทางการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ
เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนการประกอบอาชีพในชุมชน ให้มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนที่มีอาชีพเดียวกัน รวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังของการพัฒนา การเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมดำเนินกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนในท้องถิ่นหรือเป็นแนวทางความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมประชุม ปรึกษา หารือ มองภาพรวมด้านอาชีพของท้องถิ่น เพื่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างพื้นที่ เครือข่าย อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการและแก้ไขปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนทั้งในระดับบุคคล ระดับครัวเรือนและระดับกลุ่ม ดังนั้น เพื่อความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือและการติดตามประเมินผล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนอาชีพในเขตพื้นที่ โดยมีแนวทางการจดทะเบียนของกลุ่มอาชีพ ซึ่งอาจแบ่งได้ดังนี้ คือ
1. กลุ่มอาชีพที่มีการขึ้นทะเบียนต่อหน่วยงานอื่น หรือกลุ่มที่มีอยู่แล้วในพื้นที่เมื่อมีความประสงค์ที่จะขอรับการส่งเสริม สนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรแจ้งหรือขอจดทะเบียนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแสดงว่ากลุ่มยังมีกิจกรรมและดำเนินการอยู่โดยการนำเอกสารหลักฐานผู้นำกลุ่ม สมาชิกกลุ่ม สำเนาทะเบียนบ้าน ที่อยู่และรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มอาชีพ เพื่อขอรับการสนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ หรืองบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. กลุ่มอาชีพที่เกิดจากการรวมตัวกันของประชาชนในพื้นที่มิได้มีการจดทะเบียน แต่มีความประสงค์ที่จะขอจดทะเบียนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบด้วย
(1) เป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาในท้องถิ่น และมีสัญชาติไทย
(2) มีจำนวนสมาชิกตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป
(3) มีการบริหารงานโดยคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก
(4) มีข้อบังคับ หรือระเบียบของกลุ่มที่ชัดเจนและสมาชิกรับทราบ
(5) มีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพของสมาชิกโดยรวม มิใช่เพื่อประโยชน์ต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
(6) มีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มที่ชัดเจน
(7) มีบันทึกรายงานการประชุมไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง
ตัวชี้วัดขั้นพื้นฐานและตัวชี้วัดขั้นพัฒนาของมาตรฐานการส่งเสริมอาชีพ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตัวชี้วัดการส่งเสริมอาชีพ กรมการปกครองท้องถิ่น (2550) แบ่งตามกรอบมาตรฐานของการส่งเสริมอาชีพได้เป็น 2 ระดับ คือ
1 ตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน
2 ตัวชี้วัดขั้นพัฒนา
1. ตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน
ตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน เป็นเกณฑ์การพิจารณาการส่งเสริมอาชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการส่งเสริมอาชีพโดยมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความสอดคล้อง ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชน เป้าหมายของการพัฒนาและส่งเสริม คือ ประชาชนในระดับรากหญ้า มีอาชีพ มีรายได้ สามารถดำรงชีวิตแบบพอเพียงและเหมาะสมกับศักยภาพ และ การส่งเสริม พัฒนาประชาชนที่มีอาชีพหลักให้มีคุณภาพและมั่นคงยิ่งขึ้นและให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่เหมาะสม และมีหลักการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูล และการวิเคราะห์เชิงพหุ โดยการมองในหลายมิติ และความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องด้านอาชีพของท้องถิ่น ตามกระบวนการขั้นตอนของเส้นทาง การประกอบอาชีพ
องค์ประกอบและตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน ตามมาตรฐานการส่งเสริมอาชีพประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 20 ตัวชี้วัด คือ
() ด้านแผนงานโครงการและการบริหารจัดการ
() ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของชุมชน
() ด้านการส่งเสริมด้านวิชาการ
2 ตัวชี้วัดขั้นพัฒนา
ตัวชี้วัดขั้นพัฒนา หมายถึง การส่งเสริมอาชีพบนพื้นฐานข้อมูลของท้องถิ่น และความต้องการของประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา และแนะนำตลอดจนสร้างและดำเนินการให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 25 ตัวชี้วัด คือ
(ก) ด้านระบบฐานข้อมูล
() ด้านระบบขนส่ง
() ด้านการส่งเสริมด้านเครือข่าย
() ด้านการบริหารจัดการ
3 ปัจจัยเกื้อหนุนการส่งเสริมอาชีพ
ปัจจัยเกื้อหนุนในการส่งเสริมการทำงานด้านการส่งเสริมอาชีพขององค์กรส่วนท้องถิ่น คือ
. ภาวะผู้นำของผู้บริหารท้องถิ่น
มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และยุทธ์ศาสตร์ของการส่งเสริมอาชีพ โดยยึดหลักบนพื้นฐานข้อมูลความต้องการและความคาดหวังของประชาชน และสภาพที่เป็นจริงในแต่ละพื้นที่เป็นองค์ประกอบของการตัดสินใจในการวางแผนและการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด ลักษณะของผู้นำท้องถิ่นที่ส่งเสริมการทำงาน ที่สำคัญ คือ
1. มีความรู้ความเข้าใจและวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่อง และเชื่อมโยงต่อการประกอบอาชีพของท้องถิ่น
2. สามารถสื่อสาร สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของท้องถิ่นในระดับต่างๆเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์
3. มีการบริหารจัดการด้านการส่งเสริมอาชีพ บนฐานข้อมูลของท้องถิ่น ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณในด้านอาชีพ สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดต่างๆ ในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และในระดับพื้นที่
4. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดเครือข่ายการทำงานและเครือข่ายระหว่างหน่วยงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ
5. มีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล วัดผล ประเมินผลโครงการ เพื่อวัดความสำเร็จของการส่งเสริมอาชีพ และการวางแผนส่งเสริมพัฒนางานส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน
6. มีทักษะความรู้ความเข้าใจกลไกการตลาด เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจมหภาคและความเชื่อมโยงสภาพการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่ออาชีพในท้องถิ่น
7. มีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่จะให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ มีอาชีพมีรายได้ และมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การบริหารจัดการอาชีพอย่างเป็นระบบ และมีความต่อเนื่อง
. การแปลงยุทธ์ศาสตร์สู่การปฏิบัติ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และยุทธ์ศาสตร์ การส่งเสริมอาชีพบนฐานข้อมูลความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับชุมชน มีการกำหนดมาตรฐานความสำเร็จของงานส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน สื่อสาร และถ่ายทอดยุทธศาสตร์ให้บุคลากร ประชาชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดแนวทางการปฏิบัติร่วม
. การมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางของการส่งเสริมอาชีพ
การส่งเสริมอาชีพโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (citizen-centered) หมายถึง การส่งเสริมอาชีพเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชน โดยมุ่งให้ความผาสุกและประชาชนมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพ ที่มั่นคงและแน่นอน สามารถดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ได้อย่างพอเพียง โดยมีหลักการบริหารที่ชัดเจน คือ
1) มีการกำหนดเป้าหมายของการส่งเสริมอาชีพบนฐานความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น
2) ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและร่วมดำเนินงานในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน
3) มีการประเมินความพึงพอใจของการได้รับการส่งเสริมอาชีพโดยประชาชน กลุ่มอาชีพในท้องถิ่น
4) มีการปรับปรุง